The Best Helmets at the best price

นับวันสาวกไบค์เกอร์ทั้งหลาย มีการเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวันเพราะด้วยความสะดวกสบาย และความคล่องตัวในการเดินทางมากกว่าการใช้รถยนต์ แต่ก่อนขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ทุกครั้ง สิ่งที่ไม่ควรลืมเป็นอันขาด ก็คือ หมวกกันน็อก
แล้วคุณทราบหรือไม่ว่า หมวกกันน็อกที่คุณใส่อยู่นั้น ได้มาตรฐานหรือไม่? แล้วมันถูกจัดอยู่ในประเภทไหน? หรือว่าคุณให้ความสำคัญแค่การออกแบบและแบรนด์ของมันเท่านั้น?
สำหรับวัสดุที่ใช้ผลิตมีหลากหลายแตกต่างกันไป ทั้งเป็นพลาสติกธรรมดา ๆ ที่แตกหักง่าย พลาสติก ABS ที่มีความยืดหยุ่นสูง น้ำหนักเบา ไฟเปอร์กลาสล้วน ๆ และที่มีส่วนผสมอื่นที่ให้น้ำหนักเบาแต่ทนทานจากเส้นใยที่มีความเหนียวทนทานต่อการกระแทกและครูดไปกับพื้นถนน จนมาถึงหมวกที่ผลิตจากวัสดุที่มีราคาสูงแต่น้ำหนักเบา ทนทานอย่างคาร์บอนไฟเบอร์ ที่มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

โดยหมวกกันน็อกเองก็มีอยู่หลายแบบ หลายประเภท ซึ่งถ้าแบ่งตามมาตรฐานสากลจะสามารถแบ่งได้ทั้งหมด 6 แบบ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้ตรงกับความต้องการที่สุด
1. Full face
หมวกกันน็อกแบบเต็มหน้านั้นออกแบบมาให้รับกับกะโหลกศีรษะของมนุษย์ หมวกกันน็อกที่มีการปกปิดทั่วทั้งศรีษะตั้งแต่ด้านหลังท้ายทอย ใบหน้าไปจนถึงคาง มีช่องเจาะบริเวณตาและจมูกเพื่อให้มองเห็นและหายใจได้สะดวก ปิดด้วยกระจกบังลม ซึ่งอาจมีสีที่แตกต่างกันออกไป แต่กฎหมายไทยระบุว่ากระจกบังลมต้องใสพอจะมองเห็นใบหน้าผู้ขับขี่ได้ ไม่เช่นนั้นก็อาจโดนปรับเช่นกัน นอกจากนี้ หมวกกันน็อกชนิดเต็มใบหน้ายังมีผลการวิจัยชี้ว่าสามารถปกป้องผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผู้เสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์มักบาดเจ็บที่บริเวณคางมากถึง 35%
2. Open face
หมวกประเภทนี้นั้นได้รับความนิยมมากกว่าแบบแรก พบเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนน แม้ว่าจะไม่สามารถปกป้องได้ทั้งใบหน้าก็ตาม หมวกชนิดนี้ จะมีกระจกบังลมครอบทั้งใบ ซึ่งช่วยป้องกันฝุ่นและแมลงที่อาจรบกวนการขับขี่ของเราได้ แต่จะต่างกับแบบเต็มหน้าที่ไม่มีที่กันคาง เด่นที่ความสะดวกสบายในการสวมใส่และการถอดออก เพราะหายใจได้สะดวกกว่าและไม่อึดอัดเท่ากับแบบแรกขณะสวมใส่ มันมีรูปทรงคล้ายกับหมวกแบบเต็มใบ แต่จะไม่ปกปิดในส่วนใบหน้า ตั้งแต่คางขึ้นไปจนถึงบริเวณหน้าผาก จึงถูกเรียกว่า แบบเปิดหน้า แต่ใน มอก.บ้านเรากลับเรียกมันว่า “แบบเต็มใบ” ในต่างประเทศเรียกหมวกชนิดนี้ว่าแบบ 3/4 ซึ่งก็เรียกตามรูปร่างของมันคือครอบคลุมหัวเพียง 3 ใน 4 เท่านั้น
3. Modular
หมวกกันน็อกประเภทนี้หากมองเผิน ๆ จะดูเหมือนหมวกกันน๊อคแบบเต็มใบ แต่สามารถพับส่วนคางขึ้นมาได้ พัฒนามาจากแบบเต็มใบซึ่งไม่มีที่ปิดคาง ด้วยกลไกของตัวหมวกกันน๊อคที่ดีไซน์มาให้สามารถยกบริเวณส่วนคางขึ้นได้ จึงช่วยอำนวยความสะดวก เพราะมันสามารถเปิดบริเวณปากเพื่อพูดคุยหรือแม้กระทั่งกินอาหารได้ทันทีโดยไม่ต้องถอดหมวก และยังให้การปกป้องบริเวณคางเช่นเดียวกับแบบเต็มหน้าอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามหมวกชนิดนี้ยังมีมาตรฐาน 2 แบบได้แก่ –P ซึ่งแปลว่าออกแบบให้ปกป้องบริเวณคาง กับ –NP แปลว่าไม่ได้ออกแบบเพื่อรองรับบริเวณคางนั่นเอง หมวกแบบนี้เป็นแบบยุคใหม่ มีการดีไซน์ที่เน้นความทันสมัย แต่ในไทยตอนนี้หาซื้อค่อนข้างยาก ทำให้มีผู้ใช้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
4. Half shell
หมวกกันน็อกประเภทนี้ จะปกปิดเพียงส่วนด้านบนศรีษะเท่านั้น มีลักษณะครอบลงมาเพียงครึ่งเดียว บางใบจะมีบังลมหน้าติดตั้งมาให้ ซึ่งเป็นส่วนที่หน่วยงานมาตรฐานทั้ง SNELL และ DOT กำหนดเป็นขั้นต่ำสุดสำหรับผ่านมาตรฐาน โดยหมวกชนิดนี้ได้รับความนิยมช่วงยุค 1960 ปัจจุบันหลายหน่วยงานในต่างประเทศยกเลิกมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับหมวกชนิดนี้แล้ว เนื่องจากไม่สามารถปกป้องส่วนท้ายทอยซึ่งมีความสำคัญได้ อย่าไรก็ตาม หมวกประเภทนี้ได้รับความนิยมในหมู่คนไทย เพราะง่าย สะดวกรวดเร็ว เบาคล่องตัว แถมมีราคาถูกที่สุด ถึงแม้ว่าหมวกประเภทนี้มีประสิทธิภาพต่ำที่สุดในการป้องกันการบาดเจ็บก็ตาม
5. Off-road (AKA motocross helmet)
หมวกประเภทนี้มีชื่อเรียกที่หลากหลายในภาษาอังกฤษ แต่คนไทยเรียกกันง่ายๆเข้าใจว่า “หมวกวิบาก” หมวกกันน็อกชนิดนี้ดัดแปลงมาจากแบบเต็มใบ มีความปลอดภัยเช่นเดียวกับแบบเต็มหน้า หมวกแบบนี้มีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ คือจะเป็นหมวกแบบเต็มใบ แต่มีแก๊ปเหนือศรีษะยื่นยาวออกมา และในส่วนของปลายคางยื่นออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน การดีไซน์แบบนี้นั้นเพื่อใช้ขี่แบบออฟโร้ดโดยเฉพาะ เอาไว้ป้องกันโคลนดิน ที่จะกระเด็นเข้ามาสู่ใบหน้า เน้นความโปร่งสบายพร้อมกระบังยื่นด้านหน้าเพื่อช่วยบังแดด มองทางข้างหน้าได้ชัดเจน แต่หมวกชนิดนี้จะไม่มีบังลมหน้าให้ เนื่องจากรูปแบบของการดีไซน์ ผู้สวมใส่หมวกชนิดนี้จึงมักหาแว่นตา Goggle มาสวมรัดเข้ากับหมวก เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกเข้าตา
6. Dual-sport (AKA crossover, ADV, hybrid, enduro)
หมวกชนิดนี้ เป็นหมวกที่ออกแบบมาสำหรับการขับขี่ทั้งรูปแบบ On-road หรือ Off-road ซึ่งมันเป็นลูกผสม Full face และ Off-road กับแบบ จึงเรียกได้อีกชื่อว่า Dual Sport คนไทยบางกลุ่มเรียกหมวกประเภทนี้ว่าหมวก Motard ซึ่งต่างประเทศอาจจะเรียก Supermoto หมวกประเภทนี้จะมีลักษณะที่ดูคล้ายหมวกวิบาก แต่จะมีบังลมหน้าติดตั้งมาให้ พร้อมทั้งมีลักษณะที่ดูโค้งมนกว่า ซึ่งนั่นเป็นการผสมผสานการออกแบบสำหรับการใช้งานทั้งทางฝุ่นและทางเรียบ

วิธีการเลือกซื้อหมวกกันน็อกแบ่งออกเป็น 5 ข้อ คือ
หมวกกันน็อกจะถูกนำมาใช้เพื่ออะไร?
หลักการเลือกแบรนด์ลองถามคุณเองก่อนว่าคุณเป็นผู้เริ่มหัดหรือไม่? หากคุณยังใหม่กับการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ หมวกกันน็อกระดับไฮเอนด์ที่เต็มไปด้วยคุณสมบัติมากมายอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด การยกเท้าขึ้นจากพื้นและปรับตัวให้เข้ากับมอเตอร์ไซค์เป็นสิ่งสำคัญในการบ่งชี้ว่าคุณหลงรักการขับขี่บน 2 ล้อ และเลือกวิธีนี้เป็นวิธีการเดินทางคมนาคมสำหรับคุณหรือไม่? คุณวางแผนที่จะขับขี่ประจำหรือใช้เดินทางไปทำงานหรือไม่? หากการขี่มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะประจำวันของคุณหรือคุณต้องเดินทางเป็นประจำทุกสัปดาห์หมวกกันน็อกที่มีราคาสูงขึ้นอาจช่วยให้คุณรู้สึกสบาย มีการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้นและลดเสียงลม
คุณกำลังขี่มอเตอร์ไซค์เป็นกลุ่มหรือไม่?
ไบค์เกอร์ทั้งหลายชอบขี่ร่วมกันเป็นกลุ่มและถ้าคุณยังไม่ได้ทำ ในไม่ช้าคุณอาจจะได้พบปะกับผู้คนเหล่านี้ และพบว่าการขี่เป็นกลุ่มช่วยเพิ่มประสบการณ์มากมาย องค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการขี่เป็นกลุ่มคือการสื่อสาร คุณจะต้องการหมวกกันน็อกที่เอื้อประโยชน์กับคุณในข้อนี้
หมวกกันน็อกต้องได้ตามมาตรฐาน
ควรเลือกซื้อหมวกกันน็อก ที่ได้มีการรับรองจากสากล และได้รับการผลิตตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะอยู่ในเกณท์ของอุปกรณ์สวมใส่ที่เรียกว่าหมวก ไม่ควรเลือกซื้อหมวกกันน็อกที่ไม่ผ่านมาตรฐานสากล ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ เพราะหมวกกันน็อกประเภทนั้น ไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยให้คุณได้เลย โดยมาตรฐานที่มักพบเห็นกันคือ
DOT (U.S. Department of Transportation) กระทรวงคมนาคมของสหรัฐอเมริกากำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับการป้องกันหมวกนิรภัย เปรียบได้กับมาตรฐาน มอก. ของบ้านเรา ที่ใช้กับหมวกทั่วๆ ไป แต่การทดสอบจะไม่ได้ทดสอบส่วนที่ปิดคางของหมวกประเภทเต็มใบ และหมวกที่ไม่ได้มาตรฐานนี้จะไม่สามารถจำหน่ายในฐานะ หมวกสำหรับการขับขี่จักรยานยนต์ในสหรัฐอเมริกาได้
ECE 22.05 มาตรฐานการรับรองของสหภาพยุโรปที่เป็นที่นิยมในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ข้อดีคือการทดสอบหมวกในทุกรอบของการผลิต จึงมั่นใจได้ในความแข็งแรงและการปกป้อง
Snell2010 มาตรฐานที่รับรองโดยสถาบัน Snell Memorial Foundation ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการทดสอบโดยความสมัครใจของผู้ผลิต เป็นการรับรองที่เข้มงวดกว่า DOT หรือ ECE โดยเฉพาะด้านการดูดซับแรง G ที่มีต่อศีรษะของผู้สวมใส่ จึงได้รับความนิยมในหมู่ผู้ต้องการหมวกสำหรับมอเตอร์สปอร์ตต่าง ๆ
ขนาดของหมวกกันน็อก
หมวกกันน็อกที่มีขนาดที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด ควรแน่นพอดีกับศรีษะของคุณเวลาสวมใส่ ต้องให้รู้สึกกระชับ สังเกตุจากเวลาที่คุณใส่หมวกกันน็อกแล้ว ลองส่ายหัวไปมา ดูว่าหมวกต้องไม่ขยับ และไม่เลื่อน
นอกจากนี้คุณต้องกำหนดรูปร่างหัว หมวกกันน็อกขนาดใหญ่อาจพอดีกับผู้ขับขี่ แต่หลวมหรืออึดอัดที่อื่น รูปร่างหัวมีความสำคัญเท่ากับขนาดหัว รูปทรงหมวกกันน็อกก่อให้เกิดความสบายและความปลอดภัยโดยรวม หมวกกันน็อคที่มีขนาดไม่ถูกต้องเหมาะสมจะเป็นเรื่องยุ่งยากและไม่ได้มีประสิทธิภาพการป้องกันอย่างเดียวกับหมวกที่มีขนาดพอดี
คุณขี่มอเตอร์ไซค์แบบไหน?
ในการเลือกซื้อหมวกกันน็อก ควรเลือกให้เหมาะกับการใช้งานที่คุณต้องการ ไม่ว่าจะเป็นหมวกเต็มใบ ครึ่งใบ หรือสามส่วนสี่ใบ เพราะผู้ขับขี่ก็มีความชอบในหมวกกันน็อกตามสไตล์ของตัวเอง
Adventure Touring – ผู้ขับขี่บนจักรยานเหล่านี้มักชอบหมวกกันน็อกแบบ Modular
Cruiser – ผู้ขับขี่ Cruiser มักชอบสไตล์ที่สดชื่นในหมวก Half Shell นี่คือหมวกนิรภัยที่เรียบง่ายสำหรับผู้ขับขี่ที่สบาย ๆ
Old School/Cafe Bike – ผู้ขับขี่เหล่านี้ชอบรำลึกถึงวันวานโดยใช้หมวก Open Face ส่วนใหญ่ มันมีการป้องกันมากกว่าแบบ Half Shell
Sportbike – หมวกกันน็อกแบบ Full face เป็นบรรทัดฐานสำหรับนักแข่ง หมวกกันน็อกแบบเต็มหน้าให้การป้องกันที่ยอดเยี่ยมโดยใช้แถบคางที่มั่นคงแข็งแรงเป็นหมวกที่ปลอดภัยที่สุด

ท้ายที่สุดขอแนะนำให้คุณควรเปลี่ยนหมวกกันน็อกในทุก ๆ 5 ปี หรือถ้ามีรอยแตกก็ควรจะเปลี่ยนทันที เพราะหมวกกันน็อกจะไม่สามารถป้องกันการกระแทกจากการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกแล้ว หากมีรอยแตกร้าวแต่ยังเมินเฉย เวลาที่เกิดการกระแทก แรงกระแทกนั้นจะถูกส่งมาถึงศรีษะของคุณเต็ม ๆ